สำนักพิมพ์ รัตมาบุ๊คส์ Story Love Sweet

 
 

 

บำเรอรักเจ้าหัวใจทมิฬ

โดย...  แวววิวาห์


ตอน 1 หนี้สิน 50%

 

ใต้ร่มเงาของต้นมะพร้าว หญิงสาวผู้มีวงหน้าหวานชวนมองไม่รู้เบื่อ กับนัยน์ตากลมโตอันเป็นประกาย ซึ่งเป็นจุดเด่นของใบหน้าเรียวที่ไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอาง แต่กลับนวลเนียนสวยอย่างเป็นธรรมชาติ เธอกำลังยืนดูคนงานลำเลียงมะพร้าวจำนวนหลายตันขึ้นไปบนรถบรรทุกคันใหญ่ ด้วยความรู้สึกโล่งใจกึ่งปลาบปลื้มใจ

 

หลังจากมะพร้าวที่ลันตาดูแลเองกับมือลำเลียงขึ้นรถหมดแล้ว เธอจึงเดินมาหาพ่อค้าคนกลางรายใหม่ ที่เพิ่งทำการซื้อขายเพื่อรับค่าตอบแทนจากผลผลิต ที่เธอและครอบครัวทุ่มเทแรงกายแรงใจ ยึดเป็นอาชีพหลักเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมาสองชั่วอายุคน

 

“ช่วงนี้มะพร้าวราคาดี ถ้ายังมีผลผลิตอีกก็โทรเรียกผมได้นะ”

 

พ่อค้าคนกลางเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พลางส่งธนบัตรให้กับลันตาซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของสวนมะพร้าวเป็นค่าตอบแทน

 

“คงต้องรอสักพักแล้วล่ะเถ้าแก่ ถ้ามีมะพร้าวอีกหนูโทรไปเรียกแน่นอน” ลันตาบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะเงินค่าตอบแทนที่ได้รับในครั้งนี้ค่อนข้างเป็นกอบเป็นกำ พอที่จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้เกือบสองเดือนเลยทีเดียว

 

“ไม่มีอะไรแล้ว ผมกลับก่อนนะ”

 

ลันตายิ้มให้พ่อค้าคนกลางพอเป็นมารยาท พอรถบรรทุกแล่นห่างออกไปจากสวนมะพร้าว เธอจึงกลับเข้ามาในบ้านหลังเก่าที่ยังทนทาน กันลมแดดและฝนได้เป็นอย่างดี

 

ทว่าหญิงสาวต้องรีบวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาบนบ้าน เมื่อพบผู้เป็นแม่เป็นลมอยู่กับพื้นบ้าน

 

“แม่!” ลันตาร้องเสียงหลง ก่อนประคองผู้เป็นแม่ไปนั่ง รีบหายาดมและพัดมาพัดให้

 

“แม่จ๊ะ แม่!”

 

ลันตารู้สึกใจคอไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ทั้งนี้เป็นเพราะแม่ของเธอมีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรง อีกทั้งมีโรคประจำตัวต้องหาหมอเป็นประจำนั่นเอง แล้วไหนยังจะต้องมาเครียดกับเรื่องพี่ชายตัวแสบที่หายหน้าหายตาไปจากบ้าน และไม่มีการติดต่อกลับมานานร่วมปี

 

“แม่จ๊ะ แม่ได้ยินลันตาไหม” หญิงสาวเรียกซ้ำ เขย่าแขนมารดาเบา ๆ อีกครั้ง

 

พอชดช้อยผู้เป็นแม่ลืมตาและได้สติกลับคืนมาเท่านั้น ลันตาจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

“เป็นไงบ้างจ๊ะแม่?” เธอมองหน้ามารดาตาละห้อย น้ำตาคลอเบ้าด้วยความรักและห่วงใย

 

นางชดช้อย สตรีวัยห้าสิบเศษๆ ยังนอนนิ่งไม่ขยับตัว นางมีสีหน้าที่อ่อนล้าอิดโรย ดวงตาคู่สวยแฝงความโศกเศร้านั้นไหวระริก ก่อนน้ำตาจะไหลมาคลอเบ้า

 

“แม่ร้องไห้ทำไมจ๊ะ?” ลันตาทำหน้าตกใจ

 

“แม่คิดถึงเจ้ารื่นเหลือเกิน ลันตา ไม่รู้ป่านนี้เจ้ารื่นเป็นอย่างไรบ้าง”

 

เพียงประโยคเดียวของมารดา ก็ทำให้ลันตารู้สึกอ่อนอกอ่อนใจขึ้นมาทันที

เจ้ารื่น หรือ รื่นฤทธิ์ คือพี่ชายของเธอ พี่ชายแท้ๆ ที่ใช้ชีวิตต่างกับเธอราวฟ้ากับเหว!

 

รื่นฤทธิ์คือหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัวเลยก็ว่าได้ ทั้งพ่อและแม่ต่างพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจพี่ชายของเธอจนออกนอกหน้า หากรื่นฤทธิ์ต้องการอะไร เพียงแค่เอ่ยปากเท่านั้น ทั้งพ่อและแม่ก็จะหาสิ่งที่รื่นฤทธิ์ต้องการมาให้ทันที ซึ่งบางครั้งเธอเองก็แอบน้อยใจเช่นกัน ที่พ่อและแม่รักลูกไม่เท่ากัน

 

อาจเพราะเธอกับรื่นฤทธิ์อายุห่างกันหลายปีด้วยละมั้งเธอจึงดูเป็นเด็กในสายตาพ่อและแม่ ทั้งสองท่านจึงให้ความสนใจพี่ชายของเธอมากกว่า... เท่าที่จำได้ พ่อแม่แทบไม่ใส่ใจเธอด้วยซ้ำ และจากที่เคยได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน เธอเป็นลูกหลงมานั่นเอง คงเพราะสาเหตุนี้ด้วยกระมังทุกคนในบ้านจึงพะเน้าพะนอแต่พี่ชายของเธอ

 

รื่นฤทธิ์เรียนหนังสือเก่ง สอบได้อันดับต้น ๆ ของห้องเป็นประจำ พ่อและแม่จึงซื้อของขวัญให้เป็นรางวัลเสมอ ส่วนเธอนั้นเรียนหนังสือไม่เก่ง จึงไม่เคยได้รับของขวัญใดๆ เลยของเล่นประจำคือของเธอ กะลามะพร้าวจากในสวนที่เธอเก็บมาเล่นขายของเท่านั้น

 

ซึ่งเรื่องที่พี่ชายสอบได้อันดับต้นๆ ของห้อง ทำให้เธอขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจเรียนหนังสือมากขึ้น เพราะอยากได้ของขวัญอย่างพี่ชายบ้าง แต่เอาเข้าจริงเธอไม่เคยได้รับรางวัลจากพ่อและแม่ ถึงแม้ว่าเธอจะสอบได้ที่ 5 ของชั้นเรียนก็ตาม

 

หลายครั้งที่รื่นฤทธิ์ได้เสื้อผ้าใหม่ ส่วนเธอนั้นต้องใส่เสื้อผ้าตัวเก่าที่พี่ชายไม่เอาแล้ว จนบางครั้งเธอถูกเด็กแถวๆ บ้านล้ออยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่แสดงให้เห็นว่า เธออยู่นอกสายตาของพ่อและแม่ตลอด

 

แต่นั่นไม่ทำให้เธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเท่ากับเรื่องเรียนหนังสือ!

 

พี่ชายของเธอได้เรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ขณะที่เธอได้เรียนหนังสือแค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเท่านั้น โดยแม่ของเธอให้เหตุผลที่ว่า ‘เป็นลูกผู้หญิง เรียนสูงไปก็ไม่ได้ใช้ เผลอๆ เรียนยังไม่ทันจบก็มีครอบครัวก่อนด้วยซ้ำ’

 

แน่นอนว่านี่คือความเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่ลันตาไม่สามารถพูดหรือระบายให้ใครรับฟังได้เลย

 

ความแตกต่างระหว่างเธอกับพี่ชายมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นชัดเจน หลังจากเรียนจบ รื่นฤทธิ์ได้ทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในกรุงเทพ ขณะที่เธอต้องแบกรับภาระของครอบครัว และเปลี่ยนตัวเองมาเป็นเสาหลักเพื่อดูแลสวนมะพร้าวที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นตายาย

 

พอเจอกับงานหนักจนเกินกำลัง ความน้อยใจจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง!

 

ทั้งๆ ที่งานดูแลสวนมะพร้าวสมควรเป็นงานของผู้ชาย แต่เธอต้องมารับผิดชอบโดยปริปากบ่นไม่ได้สักคำ! แต่นั่นไม่ย่ำแย่เท่ากับว่า เธอกับแม่ต้องคอยตามใช้หนี้สินที่รื่นฤทธิ์ก่อขึ้น และที่ร้ายกาจไปกว่านั้นก็คือ คนก่อหนี้ได้หายเข้ากลีบเมฆไม่ยอมโผล่หัวมาที่บ้านนานเป็นแรมปี

 

“ป่านนี้พี่รื่นคงลืมเราไปแล้วมั้งจ๊ะแม่”

 

หลุดปากออกไปเท่านั้น คนฟังอย่างนางชดช้อยที่มีจิตใจอ่อนไหวจึงร้องไห้โฮออกมาทันที ซึ่งการเห็นแม่ของตัวเองร่ำไห้ด้วยความน้อยอกน้อยใจนั้นได้สร้างความหนักใจให้ลันตาไม่น้อย

 

“แม่จ๋า ลันตาขอโทษนะจ๊ะ ลันตาไม่ตั้งใจพูดให้แม่เสียใจ”

 

นางชดช้อยน้ำตานองอาบแก้ม พลางพยักหน้าให้บุตรสาวคนเล็กผ่านม่านน้ำตา

 

“แม่ไม่ได้โกรธลันตา แต่แม่น้อยใจเจ้ารื่นมัน ได้ดิบได้ดีก็ไม่เคยหันหลังกลับมาหาเราบ้างเลย ซ้ำยังก่อหนี้ให้ครอบครัวตลอด นี่ทำงานมาตั้งหลายปีแล้ว เงินสักสลึงแดงเดียวแม่ไม่เคยได้รับจากเจ้ารื่นเลย คิดแล้วก็น่าน้อยใจนัก” นางชดช้อยเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม ดวงตาของนางเจือความโศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด

 

ลันตาเงียบไป พลางเม้มปากเป็นเส้นตรง เพราะเธอเองก็จนใจกับพี่ชายคนนี้เช่นกัน

 

“เจ้ารื่น มันลื่นสมชื่อจริงๆ เลยนะ เฮ้อ... ลื่นไหล แล้วก็หายหัวไปเลย” พอพูดถึงบุตรชายคนโต จึงมีรอยยิ้มขื่นจากนางชดช้อยให้เห็น

 

“แม่อย่าคิดมากเลยนะจ๊ะ”

 

“มันอดคิดไม่ได้จริงๆ ลันตา แม่เหนื่อยกับเจ้ารื่นเหลือเกิน ไม่รู้จะทำยังไงกับมันแล้ว” หลุดปากสิ่งที่เก็บงำซ่อนไว้ในใจออกมา น้ำตามากมายจึงไหลพรั่งพรู

 

ลันตาบีบมือมารดาเบาๆ เธอเลือกจมอยู่ในความเงียบพักใหญ่ จนชดช้อยหยุดร้องไห้

 

“แม่พักผ่อนเถอะนะ เดี๋ยวลันตาไปเตรียมกับข้าวกับปลาก่อน”

 

ชดช้อยพยักหน้าให้ พอลูกสาวคนเล็กจากไป เสียงถอนหายใจของนางชดช้อยจึงถูกผ่อนออกมาเบา ๆ

 

ทางด้านลันตา พอก้าวเข้ามาในครัวขนาดเล็ก ที่ต่อเติมและยื่นออกมาจากตัวบ้าน ซึ่งมีลักษณะเหมือนเล้าไก่ ต้องหยุดเท้าเพียงเท่านั้นเมื่อพบนพพลพ่อเลี้ยงตัวแสบอยู่ในครัว หญิงสาวรีบหันหลังออกมาจากครัวทันที ทั้งนี้เนื่องจากสายตาเจ้าชู้กรุ้มกริ่มของนพพลจอมขี้เมาที่มองเธออยู่นั่นเอง

 

“ขยันหลบหน้าเป็นนางอายเลยนะ” คนเมาเอ่ยปากขึ้นลอยๆ

 

ลันตาไม่สนใจสักนิด และไม่เคยคิดใส่ใจคำพูดของนพพลด้วย หรือถ้าพูดให้ถูก เธอไม่อยากเฉียดใกล้ผู้ชายคนนี้ ซึ่งมีฐานะเป็นพ่อเลี้ยงของเธอด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะเธอเกลียดขี้หน้านพพลนั่นเอง!

 

หลังจากพ่อของเธอเสียชีวิตลงตอนที่เธออายุได้สิบห้าปี การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวจึงเกิดขึ้น เมื่อขาดเสาหลักของบ้านไป แม่ของเธอจึงรับหน้าที่ดูแลสวนมะพร้าวซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากตายาย เพื่อหาเลี้ยงเธอกับพี่ชายเพียงลำพัง

 

ความเหนื่อยยากของแม่อยู่ในสายตาของลันตาตลอด เธอจึงพยายามแบ่งเบาภาระของครอบครัวให้ได้มากที่สุด ซึ่งเธอก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากทำข้าวเหนียวหมูปิ้งไปขายเพื่อนๆ ที่โรงเรียน และช่วยแม่ทำงานบ้านเท่านั้น

++++++++++++

ชีวิตหนูลันตาน่าสงสารเหลือเกิ้น พระเอกจะช่วยอะไรได้มั้ยนะ

 

หน้าหลัก   ตอนต่อไป


 
 
 
Online:  25
Visits:  960,252
Today:  735
PageView/Month:  20,172