สำนักพิมพ์ รัตมาบุ๊คส์ Story Love Sweet

เว็บบอร์ดคู่หมั้นร้ายจอมทัพบทนำ - ตอน 1 แรกพบคุณหนูตัวร้าย
ผู้เขียน : tonkhowรัตมา   หัวข้อ : บทนำ - ตอน 1 แรกพบคุณหนูตัวร้ายอ่าน 3890 / ความคิดเห็น 31
รูปประจำตัว
tonkhowรัตมา
  • 150 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 24 เมษายน 2556
รูปไอคอน
หัวข้อ : บทนำ - ตอน 1 แรกพบคุณหนูตัวร้าย
3/9/2559 9:28:00

 

 

ณ แคว้นเฉียง 

 

วันนี้หลันหมิงเอ๋อ เด็กหญิงวัยหกขวบ ได้ติดตามบิดากับมารดามาที่บ้านของสกุลจาง ท่านอาจางไป่ซานเป็นเพื่อนของบิดาที่ทำงานในพระราชสำนัก อีกฝ่ายเป็นเสนาบดีกรมพระคลัง หรือ หู่ปู้ ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี ดูแลรายได้แผ่นดิน ส่วนบิดาของนางก็เป็นเสนาบดีกรมโยธา หรือกังปู้ มีหน้าที่ก่อสร้าง ปฏิสังขรณ์ วัตถุสถานต่างๆ  เพื่อนของบิดาและภรรยาซึ่งมีชื่อว่าเหวินเสี่ยวเหมยมองไปยังเด็กหญิงตัวน้อย  ที่อยู่ในชุดจีนสีชมพูหวานปักลวดลายด้วยไหมเป็นรูปดอกไม้ ตัดผมแบบหน้าม้า เกล้าผมอย่างน่ารัก แซมด้วยดอกไม้บนศีรษะทั้งสองข้าง 

 

“หมิงเอ๋อโตมาหน้าตาน่าเอ็นดูทีเดียว” เหวินเสี่ยวเหมยเอ่ยชมเชย 

 

“แล้วเล่ยหยาง กับ หลี่เว่ยไปไหนล่ะ” บิดาของเพื่อนสอบถามภรรยาของตนเอง 

 

“ก็คงจะออกไปซนข้างนอกเหมือนทุกวันน่ะท่านพี่” เรียนให้ผู้เป็นสามีได้ทราบ ระหว่างนั้นสาวใช้นำชุดชาโบราณซึ่งเขียนลวดลายจีนอย่างงดงามออกมาต้อนรับแขก เจ้าของบ้านก็เอ่ยเชื้อเชิญ 

 

“นั่งจิบน้ำชาร้อนๆ กันก่อน” สาวใช้ก็ทำการรินชาที่ส่งกลิ่นหอมลงในถ้วยกระเบื้องสีขาว 

 

ขณะที่ผู้ใหญ่ต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน หลันหมิงเอ๋อที่เดินผ่านสวนสวยทางด้านนอกเมื่อครู่นี้ ก็ก้าวออกมาจากในบ้าน มองเห็นสระบัวกลางสะพานที่เบ่งบานอย่างน่ามอง ระหว่างนั้นผีเสื้อแสนสวยตัวหนึ่งก็บินมาเกาะที่บ่าด้านซ้าย มือเล็กจึงยื่นออกไปหวังที่จะจับมัน  แต่เพียงปลายนิ้วถูกปีกเท่านั้น เจ้าผีเสื้อตัวน้อยก็บินไปจากบ่าที่เกาะอยู่เมื่อครู่นี้ทันที เพียงเห็นเช่นนั้นร่างเล็กก็วิ่งตามเจ้าผีเสื้อแสนสวยไปอย่างสนุกสนาน พลางวิ่งไล่จับไม่หยุด อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ  

 

“จะหนีไปไหนล่ะ เจ้าผีเสื้อ” น้ำเสียงเล็กเอ่ยออกมา พร้อมกับเท้าในรองเท้าลวดลายดอกไม้ก็วิ่งตามไปอย่างเพลิดเพลิน  

 

ทางด้านนอกของบ้านสกุลจาง เด็กชายวัย 12 ปี ก็วิ่งกลับมาถึง โดยมีจงซื่อหนานคนรับใช้ที่คอยดูแลวิ่งตามพลางบ่นด้วยอาการหอบ 

 

“คุณชายใหญ่ หยุดวิ่งเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว” 

 

“พี่ใหญ่รอข้าด้วย” น้องชายตะโกนเรียกอีกฝ่าย 

 

“อะไรกันแค่นี้เหนื่อยแล้วเหรอน้องเล็ก ซื่อหนาน”  

 

จางเล่ยหยางออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกกับจางหลี่เว่ย น้องชายวัย 10 ปี เขาเป็นผู้มาถึงบ้านก่อน ร่างผอมของคุณชายใหญ่ก้าวเข้าไปในบ้าน ซึ่งสายตาก็พลันมองเห็นเด็กหญิงตัวน้อย ใบหน้าน่ารัก กำลังวิ่งไล่ผีเสื้ออยู่ จึงเกิดความสงสัย ว่าเด็กหญิงคนนั้นเป็นใครกัน แล้วทำไมถึงมาอยู่ในบ้านของตนเองได้ พลางก้าวเข้าไปหาในทันทีและยืนมอง ซึ่งหลันหมิงเอ๋อก็ไม่ทันมองเห็นว่ามีคนยืนดูตนเอง เพราะกำลังวิ่งไล่จับเจ้าผีเสื้อตัวน้อยทั้งสองอย่างเพลิดเพลินน่ะเอง 

 

“โครม!

 

ร่างเล็กล้มลงไปนั่งกับพื้น เพียงเห็นเช่นนั้นคุณชายจางเล่ยหยางก็ทำน้ำเสียงดุใส่อย่างไม่ชอบใจ 

 

“ซุ่มซ่ามจริง” ซึ่งเด็กหญิงตัวน้อยที่เจ็บตัวก็ส่งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างดัง 

 

“ฮือ...” คุณชายเล่ยจึงสอบถามกลับไปด้วยความห่วงใย 

 

“จะร้องทำไมกัน” 

 

“ข้าเจ็บ!” บอกให้ได้รับรู้ เสียงร้องไห้ของหลันหมิงเอ๋อ ดังเข้าไปยังด้านใน จนผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ได้ยินเสียงก็พากันเดินออกมาดู พอมารดาของเด็กหญิงตัวน้อยเห็นลูกสาวร้องไห้ ก็รีบวิ่งเข้ามาหาสอบถามด้วยความห่วงใย

 

“หมิงเอ๋อ เป็นอะไรไปลูก”  

 

“ข้าเจ็บ ท่านแม่” บอกให้มารดาได้ทราบอย่างออดอ้อน ด้วยอาการปากเบะ น้ำตาเปียกไปทั่วแก้มนวลทั้งสองด้าน 

 

“เล่ยหยางเจ้าแกล้งน้องอย่างนั้นเหรอ” จางไป่ซานสอบถามลูกชาย 

 

“ลูกไม่ได้ทำนะท่านพ่อ” 

 

“ทำ เจ้าชนข้า” เด็กหญิงตัวเล็กใช้มือชี้ไปที่คุณชายเล่ยหยาง ซึ่งเป็นคนไปชนอีกฝ่ายเองต่างหาก คุณชายใหญ่ก็ตอบปฏิเสธ 

 

“ข้าไม่ได้ชนสักหน่อย เจ้าต่างหากที่วิ่งมาชนข้า” 

 

“เจ้านั่นล่ะที่ชนข้า” 

 

“บอกว่าไม่ได้ชนไงล่ะ” พยายามแก้ตัวกลับไป 

 

“เจ้าชน”  พร้อมกับยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้าด้วย

 

“เจ้านั่นล่ะที่วิ่งมาชนข้า” 

 

“ช่างเถอะ เล่ยหยางคงไม่ตั้งใจ” บิดาของหลันหมิงเอ๋อบอกอย่างตัดบทเพราะไม่อยากให้มีเรื่อง และพอมองเห็นเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งก็เอ่ยไม่ต่างกับเพื่อนที่พูดถึงลูกสาวตนเอง “ ไม่เจอแค่สองปี โตเป็นหนุ่มหล่อกันหมดแล้ว” 

 

“นั่นสิคะ ท่านพี่” ฟางซู่เจินผู้เป็นภรรยาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย 

 

“ข้ากับภรรยาคงต้องขอตัวกลับก่อน” ผู้เป็นเพื่อนบอกลา 

 

 

“ขอบใจที่แวะมาเยี่ยมเยียนนะเย่าเถียน” ซึ่งหลันเย่าเถียนก็พาภรรยากับลูกสาวนั่งเกี้ยวกลับไป

 

ตอน 1 แรกพบคุณหนูตัวร้าย

 

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้เบ่งบานงดงาม ท่ามกลางผืนหญ้าสีเขียว กับแสงแดดที่สาดทอไปทั่วบริเวณทิวเขา ทอดเงาเป็นแนวยาวยังพื้นกว้าง กับลมที่พัดมาอย่างแผ่วเบาและร่มรื่น ภายในบ้านสกุลหลัน หญิงสาววัยกำดัดอายุ 16 ปี วงหน้าเรียวดังไข่ นัยน์ตากลมโตเป็นประกาย ปล่อยเส้นผมสีดำขลับราวขนการะลงมายังแผ่นหลังเล็ก เรือนร่างอรชร อ่อนหวาน ซึ่งอยู่ในชุดสวยแบบเสื้อคลุมตัวยาวสีฟ้าสดใส กับกระโปรงตัวยาว ตัดจากผ้าแพรต่วน เกล้าผมสูงประดับด้วยปิ่นดอกไม้คู่งาม 

 

หลันหมิงเอ๋อเพิ่งผ่านพิธีจี้หลี่ หรือพิธีเข้าสู่วัยสาวมาแล้ว ช่วงที่อายุ 16 ปี เป็นพิธีที่ถูกจัดขึ้นตามธรรมเนียมโบราณ สำหรับผู้หญิงที่โตเป็นสาวอายุมากกว่าสิบห้าปี และพร้อมจะเข้าสู่ชีวิตการแต่งงาน โดยนำปิ่นหรือกิ๊ฟมาเสียบบนเรือนผมที่รวบขึ้นมายังกลางศีรษะ เพื่อแสดงถึงความพร้อมที่จะถูกครอบครองหรือมีเจ้าของ หากหญิงสาวอายุถึงยี่สิบปีแล้วยังไม่แต่งงานก็จะต้องมาทำพิธีนี้ซ้ำอีก 

 

 

ด้วยกำลังเกิดอาการเบื่อหน่าย ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ วงหน้าเรียวดังภาพวาดด้วยปลายพู่กันจีน ยิ้มประดับยังมุมปาก เมื่อคิดถึงวิธีแก้ความเบื่อหน่ายนี้ได้ 

 

 

“ไปหาท่านอาซ่งฟานดีกว่า” เส้าเยี่ยชุนที่เห็นเจ้านายสาวทางด้านนอกก็เดินเข้ามาหาและบอกให้ได้ทราบอย่างคาดการณ์และรู้ทัน 

 

 

“คุณหนูจะหนีเรียนอีกแล้วใช่ไหมคะ” 

 

 

“ก็ข้าไม่อยากปักผ้าน่ะ ไม่อยากเรียนร่ายรำด้วย” ช่างผิดกับคุณหนูคนอื่นเสียจริง ที่ต่างชอบงานเย็บปักถักร้อย เรียนระบำร่ายรำ เล่นดนตรีกู่เจิ้ง แบบกุลสตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวาน 

 

 

“แต่เป็นสิ่งที่คุณหนูต้องเรียนรู้นะคะ” 

 

 

“ก็ข้าไม่ชอบนี่นา ข้าชอบเรียนเกี่ยวกับการผสมยา เพื่อรักษาคนแบบท่านอาซ่งฟานมากกว่า ข้าชอบไปเที่ยวตามป่าเวลาไปเก็บสมุนไพรมาทำยา” ซึ่งหลันซ่งฟานคือน้องชายของบิดาน่ะเอง 

 

 

“มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงควรเรียนรู้เลย” 

 

 

“ก็ช่างสิ ใครไม่เรียน ข้าไม่สน ถ้าเจ้าไม่ไป ก็อยู่ที่นี่ละกัน” แล้วคุณหนูตัวร้ายก็เดินออกมา สาวใช้ก็รีบวิ่งตามมา 

 

 

“คุณหนูรอข้าด้วย” 

 

 

“ก็รีบวิ่งมาสิ ไม่งั้นตามไม่ทันข้านะ” พูดจบหลันหมิงเอ๋อก็รีบวิ่งออกไปหลังจากนั้น ด้วยกลัวว่ามารดาจะตามมาและสั่งให้กลับไปเรียนต่อ พลางบ่นงึมงำไปด้วยอย่างไม่ชื่นชอบ 

 

 

“น่าเบื่อจะตาย ให้นั่งเรียนปักผ้ากับร่ายรำ เล่นดนตรีอยู่ได้ทุกวัน สู้ไปช่วยท่านอาซ่งฟานผสมยารักษาคนป่วยก็ไม่ได้ สนุกกว่าเยอะ” 

 

 

ระหว่างทางที่ไปบ้านท่านอาซึ่งเป็นหมอนั้น ต้องผ่านตลาดอี้เซียง จึงเดินดูของที่วางขายไปเรื่อยๆ ด้วยความสนใจ ซึ่งมีการแสดงรำกระบอง หญิงสาวยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็เดินไปดูการวาดภาพดอกไม้ต่อ ก่อนจะเดินไปชื่นชมผ้าสวยๆ และเครื่องประดับที่นำมาวางขายอย่างมากมาย 

 

 

“กำไลหยกสวยจัง เจ้าว่าเป็นไงเยี่ยชุน” มือเรียวหยิบขึ้นมาสวมที่ข้อมือเล็ก 

 

 

ซึ่งขณะที่ยืนพินิจพิจารณานั้น สายตาก็มองเห็นชายร่างผอมคนหนึ่งแกล้งเดินชนคนและขโมยถุงเงินของชายคนดังกล่าวไป จึงวางกำไลหยกไว้ดังเดิมก่อนจะมองด้วยนัยน์ตาเป็นประกายฉลาด 

 

 

“คิดจะขโมยเงินคนอื่นอย่างนั้นเหรอ มันไม่ง่ายหรอก”  

 

 

“มีอะไรหรือคะคุณหนู” 

 

 

“หัวขโมยแกล้งเดินชนแล้วก็หยิบถุงเงินของผู้ชายคนนั้นไป ข้าจะไปเอาถุงเงินนั่นกลับมา” หลันหมิงเอ๋อบอกด้วยสีหน้ามุ่งมั่น 

 

 

“ระวังตัวด้วยนะคะคุณหนู” เยี่ยชุนเตือนอย่างห่วงใย 

 

 

นัยน์ตากลมเป็นประกายมองตามหัวขโมยที่เอาถุงเงินของคนอื่นไป และทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพียงเดินผ่านร่างที่ว่ามือเรียวก็ขโมยถุงเงินกลับมาอย่างแผ่วเบาโดยไม่ต้องเดินชน เป็นการกระทำที่เหมือนขโมยมืออาชีพแต่เหนือชั้นกว่า 

 

 

ซึ่งการกระทำของหลันหมิงเอ๋ออยู่ในสายตาของคุณชายจางเล่ยหยางที่มาเดินเล่นยังตลาดเช่นกัน พอเห็นว่าหญิงสาวขโมยถุงเงินของคนอื่นและเดินออกมาอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ก็ก้าวเข้าไปจับข้อมือเล็กและบีบอย่างแรง 

 

 

“ริอ่านจะเป็นขโมยอย่างนั้นเหรอ” นัยน์ตาคู่คมจับจ้องไปยังวงหน้านวลด้วย 

 

 

“ใครเป็นขโมยกัน ข้าไม่ได้เป็นสักหน่อย” ตอบกลับไปด้วยคำพูดไม่ยอมรับ 

 

 

“ยังจะกล้าปฏิเสธอีก ก็ข้าเห็นว่าเจ้าขโมยเงินมาจากชายผู้นั้น ส่งถุงเงินมา ข้าจะเอามันไปคืนให้กับเจ้าของที่เจ้าขโมยมาเมื่อกี้ ถ้าเจ้าไม่อยากโดนทำโทษล่ะก็” 

 

 

“ข้าไม่ให้ ข้ากำลังจะเอาถุงเงินนี่ไปให้เจ้าของเหมือนกัน” 

 

 

“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้านะ ส่งถุงเงินมาให้ข้าเดี๋ยวนี้” ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มมองอย่างดุดัน ออกคำสั่งอย่างเผด็จการ  

 

 

“นี่เจ้าเป็นพวกเดียวกับหัวขโมยใช่ไหม” ไม่เคยมีใครที่กล่าวหาเขาเช่นนี้มาก่อน 

 

 

“กล้าดียังไงมาว่าข้าเป็นพวกเดียวกับหัวขโมยน่ะ เจ้าไม่รู้รึไงว่าข้าเป็นใคร” 

 

 

“ตัวเจ้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าเป็นใคร แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงกัน” 

 

 

“ปากกล้านัก” 

 

 

“ยังไงข้าก็จะเอาถุงเงินนี่ไปคืนให้กับเจ้าของให้ได้” หลันหมิงเอ๋อยืนยันความตั้งใจชัดเจน 

 

 

“บอกให้ส่งถุงเงินมาให้ข้าไง นี่เจ้าอยากลองดีกับข้าอย่างนั้นใช่ไหม” สอบถามด้วยสีหน้าที่โมโหมากขึ้น 


“ส่งถุงเงินมาให้ข้าเร็วๆ อย่าให้ข้าต้องทำรุนแรงกับเจ้า” สั่งการออกมาด้วยสีหน้าขรึมอีกครา นัยน์ตาแข็งกร้าว 

 

“ข้าให้ไม่ได้ เจ้าของถุงเงินนี้เป็นของชายผู้นั้นต่างหาก” หลันหมิงเอ๋อชี้ไปที่ผู้ชายซึ่งสวมชุดสีน้ำตาล 

 

 

“ผู้ชายคนนั้นต่างหากล่ะ ที่เป็นเจ้าของถุงเงินนี่” คุณชายใหญ่แห่งสกุลจางพลางชี้ไปยังผู้ชายที่สวมชุดสีขาว 

 

 

“ก็ข้าบอกแล้วไง ว่าผู้ชายคนนั้นคือเจ้าของถุงเงิน”โต้แย้งกลับไปอย่างไม่เห็นด้วย 

 

 

“ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” ยืนกรานตามความคิดของตนเอง 

 

 

“คุณหนูไม่ได้เป็นขโมยจริงๆ คุณหนูไปเอาถุงเงินกลับมาจากขโมยต่างหากล่ะ” เยี่ยชุนอธิบายแทนเจ้านายซ้ำ 

 

 

“อย่างนั้นข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าดู” แล้วหลันหมิงเอ๋อก็เดินตรงไปยังอีกฟากหนึ่ง โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจับแขนของตนเองไว้ไม่ปล่อย 

 

 

“นี่เจ้าจะพาข้าไปไหนกัน” สอบถามด้วยสีหน้าสงสัย 

 

 

“ข้าจะพาเจ้าไปหาชายผู้นั้นน่ะสิ” พร้อมกับมองหาผู้ชายซึ่งเป็นเจ้าของถุงเงินที่ถูกขโมยไป ก่อนจะชูถุงเงินให้อีกฝ่ายดู 

 

 

“นี่ใช่ถุงเงินของเจ้ารึเปล่า” ชายคนดังกล่าวได้ยินก็ก้มลงมองข้างกาย พบว่าถุงเงินที่เอวหายไป จึงทำสีหน้าตกใจ 

 

 

“ใช่ ถุงเงินของข้า ทำไมมันถึงไปอยู่ที่เจ้าได้กัน” ถามและมองหน้าของหลันหมิงเอ๋อด้วย 

 

 

“ข้าขโมยกลับมาจากผู้ชายชุดขาวที่ชนกับเจ้าเมื่อกี้นี้” นางอธิบายให้อีกฝ่ายได้ฟัง ชายเบื้องหน้าก็ทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจดจำได้ว่าถูกชายชุดขาวเดินชนตนเอง 

 

 

“เจ้านั่นเป็นหัวขโมยเหรอ” 

 

 

“พวกเดียวกับเจ้ารึไงกัน” จางเล่ยหยางไม่เชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายบอก ยังคงมั่นใจในความคิดของตนเองว่า หลันหมิงเอ๋อคือพวกหัวขโมยที่ร่วมมือกันจัดฉากกับชายผู้นี้ 

 

 

“งั้นเจ้าสองคนมากับข้าเลย เจ้าไปช่วยยืนยันให้ชายผู้นี้รู้ว่าชายผู้นั้นเป็นหัวขโมยด้วย” พลางเดินตรงไปยังผู้ชายซึ่งสวมชุดสีขาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลและกำลังเดินดูของในตลาดอี้เจียง 

 

 

“เมื่อกี้เจ้าชนข้า เพราะเจ้าหวังจะขโมยถุงเงินของข้าสินะ” อีกฝ่ายที่ได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้ามองไปยังข้างกายพบว่าถุงเงินที่ขโมยมาเมื่อครู่หายไปแล้ว 

 

 

“ไปไหนล่ะ” 

 

 

“แม่นางผู้นี้ขโมยถุงเงินจากเจ้าเอากลับมาให้ข้าน่ะสิ” ผู้เป็นเจ้าของถุงเงินบอกให้อีกฝ่ายได้รู้ด้วยใบหน้าที่แสดงความไม่พอใจ 

 

 

“ถ้าคิดจะจัดการหัวขโมยล่ะก็ จัดการชายผู้นี้สิ” หลันหมิงเอ๋อหันไปยังชายหนุ่มที่กล่าวหาตนเอง ท่านแม่ทัพหนุ่มจึงถามชายที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นเจ้าของถุงเงินด้วยน้ำเสียงดุ 

 

 

“เจ้าขโมยถุงเงินของชายผู้นี้มาใช่ไหม” 

 

 

“ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ยะ อย่าจับข้าเลยนะ” หัวขโมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก แล้วอีกฝ่ายก็ใช้มือผลักร่างของคุณชายใหญ่ออกไปทันที พร้อมกับรีบวิ่งหนีไปโดยเร็ว หลันหมิงเอ๋อก็ต่อว่ากลับไป 

 

 

“ทีนี้เจ้ารู้แล้วสินะว่าข้าไม่ได้เป็นหัวขโมย ต้องขอโทษข้าด้วยนะ” 

 

 

“ขอบใจแม่นางมากที่ขโมยถุงเงินกลับมาให้ข้า” เจ้าของถุงเงินเอ่ยกับหญิงสาว 

 

 

“ข้ายินดี”  

 

 

“ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยที่กล่าวหาว่าเจ้าเป็นขโมย” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยอย่างขออภัยในการกระทำของตนเอง 

 

 

“ข้าไม่ถือ ไปกันเถอะเยี่ยชุน เสียเวลาอยู่ตรงนี้นานมากแล้ว” ตอบด้วยอาการวงหน้าเชิด แล้วหลันหมิงเอ๋อก็เดินออกไปทันทีพร้อมกับสาวใช้ แม่ทัพแห่งแคว้นเฉียงมองตามร่างเล็กไปและเอ่ยออกมา 

 

 

“บ้ามากๆ เลย ดันไปเข้าใจผิดว่านางเป็นหัวขโมยซะนี่”

++++++++++

 

แสบแต่เด็กเลยยายคุณหนูหมิงเอ๋อ ถ้ารู้ว่าทั้งคุ่ต้องแต่งงานกันจะบ้านแตกไหมนะ 555 มาลุ้นกันค่ะ 


จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด : 31
1
รูปประจำตัว
Roxanna
  • 0 กระทู้ที่เริ่มไว้
รูปไอคอน
ความคิดเห็น : 1
2/1/2560 8:15:00
I will be putting this daizlzng insight to good use in no time.
จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด : 31
1

แสดงความคิดเห็น หัวข้อ : บทนำ - ตอน 1 แรกพบคุณหนูตัวร้าย
* ชื่อ :
เช่น John
ไอคอน :
ความคิดเห็น :
อีโมชั่น :




ไฟล์ : แนบไฟล์ แนบไฟล์
Captcha :
captcha
  Enter Characters
แสดงความคิดเห็น
 
Online:  37
Visits:  783,297
Today:  2,271
PageView/Month:  42,542